
Inside Allsenses: มาตรฐานงานก่อสร้างที่ลึกถึงรายละเอียด

งานฐานราก: สำคัญที่สุด
การเทสดิน (Soil Test): เราเจาะสำรวจชั้นดินลึก 30-35 เมตร เพื่อหาค่าความปลอดภัย 2.5 เท่า และกำหนดความลึกเสาเข็มตามหลักวิชาการ ไม่ใช่ตามประสบการณ์ช่าง ขั้นตอนการทำเสาเข็ม ต้องเริ่มจากการสำรวจชั้นดินก่อนเสมอ แต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ปรกติความลึกที่ใช้งานได้ในกรุงเทพและ ปริมณฑล ประมาณ 15-25 เมตร แล้วแต่พื้นที่ วิศวกรดินจะนำผลการทดสอบดินแต่และระดับความลึก มาคำนวณหาค่า ขนาดของเสาเข็ม และ ค่าความลึกของเสาเข็ม ที่สามารถรับน้ำหนักอาคารได้ โดย วิศวกรโครงสร้างจะนำ ผลการคำนวณจากวิศวกรดิน มากำหนด จำนวน ขนาด และ ความลึกของเสาเข็ม อีกที ชั้นดินที่ สามารถรับปลายเสาก็อันหนึ่ง ความลึกที่จะสะสมแรงพยุงเสาเข็มก็อันหนึ่ง ต้องคำนึงถึงทั้งสองอย่าง เช่น ความลึก 17 เมตร อาจจะเป็นดินเหนียวแข็ง สามารถวางปลายเข็มได้ แต่ ที่ความลึกนี้ แรงพยุงสะสม จากชั้นดินที่ผ่านๆมา ยังไม่พอ ก็ใช้ไม่ได้ บางที ความลึกที่ใช้ได้ กลับมี น้ำไหลเข้าในรูเจาะทำให้ หล่อปูนไม่ได้ การเจาะเข็มจริงๆ จึงมีความไม่แน่นอน ถ้า การไปกำหนดว่า ต้องลึกเท่านั้น เท่านี้ อาจจะเกิดความเสียหายได้ จะต้องมีการแก้ไขตาม สภาพของดินจริงๆ การสร้างบ้านบน เข็มที่มีความลึกเท่าๆกัน ก็มีความสำคัญ สำหรับใน กรุงเทพ เพราะมีการทรุดตัวของแผ่นดินเสมอ การให้ทรุดเท่าๆกัน จึงสำคัญกับความแข็งแรงของบ้าน
ทำไมต้องเข็มเจาะ?: ในเขตเมืองเราใช้เข็มเจาะมาตรฐานเพื่อลดผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน และหลีกเลี่ยงการใช้เข็มไมโครไพน์กับอาคารหลักเพื่อป้องกันการทรุดตัวไม่เท่ากัน การทำเสาเข็มไม่มีแบบไหนดีที่สุด ต่างมีข้อจำกัด ที่สะดวกที่สุดคือ เสาเข็มแบบตอก คือเสาที่ขึ้นรูปจากโรงงาน นำมาตอก หรือกด ด้วย Hydraulic ที่ หน้างาน สำหรับ กฎหมายในกรุงเทพ การจะตอกเข็มต้องห่างจากเขตที่ดินผู้อื่น 30 เมตร เสาเข็มแบบตอกถึงจะสะดวก แต่หมดสิทธิจะใช้ได้ ข้อดีของเข็มตอก คือไม่ต้องกังวลเรื่องชั้น ดิน ตอกจน ทำการทดสอบ Bow count ผ่านก็ คือ รับน้ำหนักได้ หลังจากนั้น ก็ เทส ความสมบูรณ์ของเสาเข็มว่าไม่มีรอยร้าวด้วย คลื่นอัลตราโซนิก เสาเข็มเจาะ มี 3 แบบ คือ เจาะแห้ง แบบใส่ case ช่วงแรก ไม่เกิน 17 เมตร , เจาะแห้ง แบบ full casing และสุดท้ายคือ เข็มเจาะระบบเปียก ปัญหาของระบบเปียกคือ ราคา สูง และ ใช้พื้นที่วางเครื่องจักรเยอะ หาคนเจาะโดยใช้เครื่องขนาดเล็กไม่ค่อยมี สำหรับเข็มเจาะถ้าเจอพื้นที่ที่ดินมีความไม่แน่นอนสูง เช่น หลุมห่างกัน 3 เมตร แต่ ระดับ น้ำ หรือลักษณะดิน ที่ความลึกเดียวกัน ต่างกัน กรณีนี้ มีทางเลือก คือ หาชั้นดินที่ เสถียรถึงแม้จะรับน้ำหนักได้น้อย อาศัย เพิ่มจำนวนเสาเข็ม หรือขนาดของเสาเข็ม แต่บางกรณีก็ยังไม่สามารถเลือกชั้นดินที่ดีพอได้ ก็ต้องหันมาใช้ เข็มเจาะระบบเปียก หลังจากเจาะเข็มเจาะ เสร็จ ควรสุ่มทดสอบ Dynamic test เสาเข็มต้นที่ น่าสงสัย หรือต้องรับแรงมากๆ และ ควรทดสอบความสมบูรณของเสาเข็มทุกต้น เสาเข็มอีกแบบที่เป็นเข็มตอกขนาดเล็กที่ เรียกว่า ไมโครไพน์ อันนี้ ใช้สำหรับการตอกเสริมโครงสร้าง หรืองานต่อเติม ปัญหาคือ จะตอกได้ไม่ลึก เท่ากับค่า ความลึกที่ต้องการ เนื่องจาก ขนาดของน้ำหนักตุ้มตอก และ ตัวเข็มไมโครไพน์เองก็มีการเชื่อมต่อเป็นท่อนๆทุก 1.5 เมตร ถ้าฝืนตอก จะทำให้เกิดการแตกเสียหายได้ง่าย และเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายมากำกับเข็มชนิดนี้ จึงยังใช้ได้โดยทั่วไป จากสาเหตุที่ไม่สามารถตอกได้ลึกถึงชั้นดินเดียวกับตัวบ้านได้ ทำให้ เกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน ถึงแม้การคำนวณ จะสามารถรับน้ำหนัก อาคารที่ต่อเติมได้ ก็ตาม แต่กรณีที่ใช้เสริมโครงสร้าง เช่น เข็มเดิมเยื้องศูนย์ ต้องการเสริมการรับน้ำหนักของเข็มเดิม อันนี้ ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม วิศวกรโครงสร้างของเรา ยังไม่ยอมรับการใช้ ไมโครไพน์ เพื่อการสร้างอาคารหลัก แม้แต่ การทำสระว่ายน้ำ ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะใช้ ไมโครไพน์ การเจาะเข็มแบบแห้ง หมายความว่าจะต้องทำให้รูเจาะ แห้งพอที่จะแบบหล่อคอนกรีตที่เทลงไปได้ ถ้าความลึกที่กำหนด มีสภาพดินไม่ดีพอ จะต้องพิจารณาการเพิ่มจำนวน หรือเพิ่มขนาดของเสาเข็ม เพื่อชดเชยให้ได้รับน้ำหนัก เท่าเดิม ในบางกรณี รูเจาะมีน้ำไหลเข้ามา ต้องใช้การหล่อแบบ Full casing เข้าช่วย เพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าแบบ แต่ถ้าเจาะไปเจอพื้นทรายด้านล่าง Full casing ก็ป้องกันน้ำที่ทะลุมาจากด้านล่างพื้นทรายไม่ได้ ต้องไปใช้เทคนิคการเจาะเสาเข็มแบบเปียกแทน การเจาะเสาเข็มแบบเปียกมีหลักการคือการใส่ของเหลวสารประกอบBentonite ที่มีความข้นกว่าน้ำ ลงไปในรูเจาะ เมื่อเทคอนกรีตลงไป คอนกรีตมีความข้นกว่า ของเหลวดังกล่าว ก็จะแทนที่ของเหลวโดยดันออก เป็นปริมาณที่ทำให้เกิดเสาขนาดที่ต้องการ โดยที่ คอนกรีตจะไม่เสียคุณสมบัติ และไม่โดนน้ำ วิธีการเทคอนกรีต แบบเสาเข็มเปียก จะต้องเทเริ่มจากก้นหลุมเจาะ โดยใช้ท่อส่งแรงดัน หย่อนลีกถึงก้นหลุม แล้ว ค่อยเทคอนกรีตโดยเลื่อนท่อขึ้นมาเรื่อยๆ ปรกติเราจะพยายามเลี่ยงการทำเสาเข็มเจาะระบบเปียก เพราะ ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จะใช้วิธีเจาะเข็มความลึกน้อยลงเพื่อให้สามารถหาชั้นดินที่ รับปลายเข็มได้ และ ทำการป้องกันน้ำไหลเข้ารูเจาะได้ หลายท่านอาจจะสงสัย ว่า ปรกติขุดลงไป แค่ เมตรเดียวก็มี น้ำไหล ในดินแล้ว เสาเข็มลึก 20 เมตร จะไม่เจอน้ำได้ยังไง ตรงส่วนที่เป็น ดินอ่อน หรือมีน้ำ ถูกคาดหวังว่าจะอยู่ในชั้นดินที่ลึกไม่เกิน 15 เมตร เราจะมีการใส่ปลอกเหล็กต่อลงไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้น้ำเข้าแบบ ปรกติ เวลาเจาะจะเริ่มจากการกดท่อลงไปเรื่อย ๆ แล้วตักดินขึ้นมา จะเห็นว่า น้ำหยุดไหล และดินแข็งแรงพอ จึงหยุดเติมปลอกเหล็ก จะใช้หัวขุดเจาะ ขุดลงไปเรื่อย จนถึงชั้นดินที่เหมาะกับ ตำแหน่งปลายเข็ม ปรกติเมื่อเริ่มมีทรายปนเข้ามาในดินที่ขุดขึ้นมา ก็จะต้องหยุดเจาะ ในทางวิศวกรรม ชั้นทรายเป็นชั้นที่รับปลายเสาเข็มได้ดีกว่า ชั้น ดินแข็ง แต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำใต้ดิน ในกทม.และปริมณฑล ในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยมีรายละเอียดชั้นดินไม่เหมือนกันเลย เช่นที่อยุธยา ชั้นทรายอยู่ตื้นมา และไม่มีน้ำ ทำให้ไม่ต้องทำเสาเข็ม ก็ได้ สามารถใช้ฐานรากแบบแผ่กระจายน้ำหนัก ก็เพียงพอ
การทำ Footing ในหน้าฝน: เรามีระบบจัดการน้ำใต้ดินที่ไหลเข้าหลุมตลอดเวลา เพื่อรักษาคุณภาพคอนกรีตให้ได้มาตรฐาน 240 KSC Cube การจะถ่ายแรงจาก อาคาร ลงบน เสาเข็ม จะมีโครงสร้างตัวกลาง คือ Footing จะสามารถปรับระยะ center เสาได้ เล็กน้อย เพราะงานเข็มอาจจะมีการคลาดเคลื่อนตำแหน่ง การทำฐานราก ต้องให้ลึกจากหน้าดิน อย่างน้อย 1.5 เมตร ซึ่งอันนี้ คือปัญหา ในกรุงเทพ และ ปริมณฑล ในหน้าฝน จะมีน้ำไหลเข้ามาในหลุม ตลอดเวลาทำให้การเตรียมการค่อนข้างยาก เป็นสาเหตุที่ทำให้ทำงาน หน้าฝนลำบาก ปรกติถ้าเป็นไปได้ จะพยายามวางแผนงานให้ช่วงดังกล่าวอยู่ในช่วงที่ฝนซาหรือ แล้ง แต่ปัจจุบัน ฤดูกาลปั่นป่วน วางแผนล่วงหน้าได้ยาก มักจะมีคนถามว่า หน้าฝนมีปัญหาอะไรในการก่อสร้าง อันนี้ล่ะครับ คือคำตอบ อย่างอื่นก็คือการเชื่อมเหล็กหลังคา จะมีปัญหาบ้างหน้าฝนเพราะมันลื่นอันตรายแต่ฝนหยุดสักพักก็ทำต่อได้ แต่การทำ Footing ถึงฝนหยุดตก น้ำใต้ดินก็ยังไหลตลอดเวลา
เรื่องของดินถม ดินขุด ปรกติหน้างานที่รื้อบ้านเดิมระดับดินหลังจากรื้อบ้านมักจะสูงกว่าหรือ เท่ากับถนนหน้าบ้าน ซึ่งประมาณดิน หลังจากเจาะเสาเข็มจะเหลือเกิน บางครั้ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนออก ซึ่ง ลูกค้าจะต้องเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ นอกเหนือจากราคาที่ตกลงในสัญญา เพราะ จะประเมินยากว่า ดินจะเกินเท่าไหร่ ส่วนกรณีที่เป็นที่ดินเปล่าที่ยังไม่ถมที่ให้สูงเท่า ถนนหน้าบ้าน ไม่จำเป็นต้องถมดินก่อน ยกเว้น น้ำท่วมขัง ก็ต้องถมจนพ้นระดับน้ำก่อน เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ค่อยนำดินมาถม แต่เรื่องนี้แล้วแต่กรณี

เลือกวัสดุที่ ป้องกันปัญหาระยะยาว
อิฐ อะไรดี จริงๆ แล้วแต่การใช้งานทางเลือกที่เหมาะสม คือ ผนังภายนอก ใช้อิฐมอญ ผนังภายในใช้ อิฐมวลเบา เรามองแบบ ภาพรวมก่อนว่ามันต่างกันจริงๆ ตรงไหน ไม่ใช่ที่ตามspec ที่ ต่างฝ่ายก็ต้องบอกว่าของตัวเองดีกว่า เริ่มจากเบื้องต้นกับคำถามว่าถ้าไม่ใช้อิฐ ในการก่อสร้างเขาใช้อะไรอีกมั้ย ใช้ครับ เรียกว่าผนัง Precast คือ ผนังที่หล่อปูนพร้อมพื้นผิวสำเร็จรูปมา ซึ่งใช้กับงานของเราไม่ได้ เพราะ เป็นงานชิ้นเดียวต้นทุนไม่คุ้ม แถมมีข้อเสียอีกมาก ได้แก่ กรีดผนังเพื่อฝังท่อไม่ได้ ,ดัดแปลงแก้ไขไม่ได้เพราะเป็นโครงสร้างในตัว ,ติดตั้งเฟอร์นิเจอริ์ builtin ไม่ได้ , ต้องใช้ เครนยก ทำงานในที่แคบไม่ได้ เท่ากับว่า เราใช้มันไม่ได้ ในทุกกรณี เราต้องก่ออิฐ แล้วจะใช้ อิฐอะไรดี อิฐมวลเบา ข้อดีคือมันเบา มีขนาดใหญ่ ก่อง่ายทำให้ผนังตรงได้ง่าย แต่ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียวคือ ปูนที่ฉาบอยู่ มักจะแตกร้าว หลายคนโทษว่า ทำไม่ถึงบ้างฉาบไม่ดี บ้าง แช่น้ำไม่พอบ้าง ปูนไม่ดีบ้าง ทำเอ็นเสริมปูนไม่ถึงบ้าง สีไม่ดี บ้าง ความจริงสุดท้าย คือตัววัสดุเองนั่นแหละที่เป็นปัญหาหลัก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางเคมี เป็นเหตุให้ ปูนก่ออิฐมวลเบา จำเป็นต้องเป็นปูนเฉพาะทาง ที่มีการผสมกาวในตัว แม้กระทั่งปูนที่ฉาบก็ต้องเพิ่มสารยึดเกาะ บางทีก็แก้ปัญหาด้วยการใส่ตระแกรงเหล็กก่อนการฉาบเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ แต่ไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไร เมื่อผ่านแดดผ่านฝนสักรอบมันก็เกิดรอยร้าวอยู่ดี ส่วนข้อดีที่มันเบา นี้ชดเชยข้อเสียไปหลายอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างลดลง ค่าแรงลดลง การจัดการง่ายขึ้น และที่สำคัญ การแก้ไข ปัญหาที่ เกิดรอยแตกร้าว ไม่ใช่ว่าจะแก้กันไม่หาย เพราะ ถ้าใช้ วัสดุ ที่ ยึดหยุ่นได้ อย่างถูกต้อง โป้วหลังจากที่เกิดรอยร้าวครั้งแรกแล้ว ปัญหาก็ จะหายไปได้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ความจริงแล้วในแง่นี้ อิฐบล็อกปูนดีที่สุด จากประสบการณ์ที่ใช้อิฐบล๊อกก่อกำแพง ปล่องงานท่อ งานกระถางต้นไม้ ฉาบง่ายแข็งแรงและ ไม่แตกร้าว แต่ใช้แล้วดูแล้วเหมือนบ้านราคาถูก ปัญหาของอิฐคอนกรีตบล็อก คือ ไม่ค่อยกันความร้อนและ การกันเสียง ทางเลือกที่ดีกว่า คือ อิฐมอญ แต่อิฐมอญมันหนัก ซึ่งทำให้ ค่าใช้จ่ายโครงสร้างเพิ่มขึ้น และ ค่าแรงในการก่อเพิ่มขึ้น ข้อดีคือ แทบไม่มีปัญหาการแตกร้าว การเลือกอิฐ ก็ขึ้นอยู่กับ งบประมาณ และความเหมาะสมในการใช้งาน บางโครงการลูกค้าใช้ผสมกัน เช่นผนังห้องน้ำใช้ อิฐมอญ ผนังอื่นๆ ใช้อิฐมวลเบา อันนี้ เพราะเข้าใจว่า อิฐมอญทนชื้นดีกว่า แต่มันก็ไม่ต่างกันนะครับ มันอยู่ที่ขั้นตอนก่อนปูกระเบื้องต่างหากที่สำคัญ คือการฉาบปูนให้ได้ดิ่งได้ฉาก ก่อนปูกระเบื้อง และการทำกันซึมก่อนปูพื้น จริงๆ ถ้าจะผสมกัน ทางเลือกที่เหมาะสม คือ ผนังภายนอก ใช้อิฐมอญ ผนังภายในใช้ อิฐมวลเบา แต่ ไม่ค่อยมีความคิดจะทำอย่างนั้น ทางบริษัทเรายืดหยุ่น แล้วแต่ลูกค้าสำหรับเรื่องนี้ เพียงแต่ ควรตัดสินใจ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ รูปแบบการก่ออิฐ อิฐมวลเบาและ อิฐมอญ ควรก่อ แบบสลับ เหตุผลเพราะ รอยต่อ ของอิฐระหว่างก้อนจะแข็งแรงน้อยกว่าตัวอิฐ การก่อสลับเป็นการแบ่งการใช้ส่วนที่แข็งแรงกว่า มารองรับส่วนที่อ่อนกว่า แต่สำหรับอิฐมวลเบา ถ้าพื้นที่แคบกว่าขนาดอิฐ ควรก่อแบบตรงเพราะจะแข็งแรงกว่า บางคนเข้าใจผิด อุสาห ไป ตัดอิฐ เพื่อจะก่อสลับให้ได้ สำหรับอิฐบล๊อกปูน สามารถก่อทางแบบตรงและแบบสลับ (รูปประกอบ) เพราะทั้งรอยต่อและตัวอิฐมีความแข็งแรงเท่ากัน การยึดอิฐแถวแรกที่ติดกับงานโครงสร้าง ต้องใช้เหล็กหนวดกุ้ง เสริมความแข็งแรง เหล็กหนวดกุ้ง เวลาเจาะเสียบเข้ากับงานโครงสร้าง ควรใช้ Epoxy(อาจจะยุ่งยากเกินไป) หรือใช้ปูนกาวที่รับแรงสูง สำหรับ เสียบเหล็กด้วย ตรงนี้ ช่างมักจะใช้วิธี ตอกเข้าไปเฉยๆ ตรงส่วนพื้นถึงอิฐจะมีการปรับฐานด้วยปูน ส่วนนี้มักจะละเลยการใช้น้ำยาประสานคอนกรีต กรณีที่เป็นงานผนังที่ติดภายนอก ขอบด้านบนคานชั้น 2 ขึ้นไป ควรใส่ยางบวมน้ำในการปรับฐาน หรือจะใช้ น้ำยากันซึมผสมในปูนปรับ ก็ได้ ในกรณีที่ต้องปรับผิวงานโครงสร้าง ส่วนที่กะเทาะออก จำเป็นต้องใช้ปูนฉาบผิวงานโครงสร้างฉาบผิวหน้างาน รอให้แห้งสนิทก่อน จึงจะทำงานก่อต่อไปได้ การเทเอ็นเป็นช่วงๆ ต้องทำตามมาตรฐาน ส่วนผสมของคอนกรีตที่ใช้เทเอ็นมักจะถูกเข้าใจผิด ผสมทรายกับหินเท่ากัน เพราะเทง่ายกว่า แต่จริงๆ ต้องผสมหินมากกว่าทราย 1.5-2 เท่า และ ผสมแบบแช่ทิ้งไว้ ไม่ได้ จะต้องผสมแล้วใช้เลย เช่นเดียวกับปูนก่อ ที่ พอแห้งหน่อยช่างมักจะเพิ่มน้ำเข้าไป ซึ่งจะทำให้ปูนเสียคุณสมบัติความแข็งแรง การเพิ่มน้ำเพื่อให้ปูนเหลวขึ้นทำได้ เวลาที่ปูนยังเพิ่งผสมเสร็จไม่นาน บางครั้งผสมข้นไปทำให้การไหลตัวไม่ดี อาจจะเพิ่มน้ำได้ แต่การเพิ่มน้ำเพื่อให้ปูนที่ เริ่มเซ็ทตัว ยึดเวลาเซ็ทตัว ไม่ควรทำ
คอนกรีต ปูน และเหล็ก คอนกรีตมีความสำคัญมากในงานโครงสร้าง ต้องคำนึงถึง ส่วนผสม ระยะเวลาในการใช้งานเท ระยะเวลาในการบ่ม ระยะเวลาในการถอดแบบ ปรกติ เราใช้มาตรฐาน 240 KSC Cube การควบคุมการเท ไม่เกิน 2.5 ชม.หลังการผสม ในระหว่างการเทต้องมีการจี้ไล่อากาศ ระยะเวลาบ่ม 21 วัน ระยะเวลาถอดแบบ ด้านข้าง 2 วัน ถอดแบบด้านล่าง 21 วัน ของ ยี่ห้อคอนกรีตMixed จริงๆ มาตรฐาน คอนกรีต ยี่ห้อหลักๆ เช่น CPAC Asia TPI อินทรี น่ำเฮง ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับโรงผสม มากกว่า ว่าอยู่ใกล้หน้างานมั้ย และช่วงเวลารอคิวต่อเนื่องมั้ย มีผลกับอายุคอนกรีต และ เวลาในการเทต่อเนื่อง สำคัญมากกว่า ราคาของ CPAC และ อินทรี ค่อนข้างสูง เทียบกับเจ้าอื่น การควบคุมพนักงานจัดส่งดีกว่า เจ้าอื่นๆ ส่วน อินทรี จะไหลเข้าแบบได้ดีกว่า เช่นแบบเสา จะเห็นผลต่างกัน แต่ปัจจุบัน CPAC Low Carbon ต้องเพิ่มOption เสริม เป็นน้ำยาเพิ่มการไหลเข้าแบบ ถ้าไม่เพิ่มน้ำยาเท่ากับงานจะมีปัญหาแน่ๆ ถ้าเป็นเสาหรือคาน เรื่องของปูนฉาบ ปูนฉาบผิวมี 2 ชนิด หลักๆ คือ สำหรับฉาบอิฐมวลเบา และสำหรับฉาบทั่วไป สำหรับปูนฉาบมวลเบา สามารถนำมาฉาบอิฐทั่วไปได้ แต่ ปูนฉาบทั่วไป นำมาฉาบอิฐมวลเบาไม่ได้ การฉาบปูนก็มีขั้นตอนมาตรฐานตามที่ผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อแนะนำ ขั้นตอนที่ยุ่งยากอย่างหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบคือ การต้องบ่มปูนฉาบหลังปูนแห้งด้วย เพื่อลดฝุ่นปูนที่ผิวปูน และ ลดการแตกร้าว เหตุผลเกี่ยวขั้นตอนเหล่านี้ ทำให้ เรายังคงจำเป็นต้องมี คนงานที่พักในหน้างานได้ เพราะมีขั้นตอนอีกหลายอย่าง ที่ต้องทำหลังจากงานนั้น เสร็จ เพื่อคุณภาพของงาน การใช้ผู้รับเหมาช่วง ไม่มีใคร กลับมาราดน้ำบ่มปูน ให้หรอกครับ หรือการปั่นปูนขัดหน้า อีกครั้งหลังจาก เทพื้น เสร็จ แล้วผิวเริ่มหมาดๆ งานโครงสร้างเหล็ก กับงานบ้าน ไม่ควรลอง นะครับ เพราะ โครงสร้างเหล็ก โดนอากาศ ประเทศไทย ไป มีการขยายตัวมาก เกิดการโก่งตัว ทำให้ผนังปูน แตกร้าว หลังคาถ้าเกิดใช้ ปูนยิ่งมีปัญหาใหญ่ รั่วซึมได้ แก้ไม่จบ ครับ เหล็กเสริมโครงสร้าง วิศวกรในปัจจุบัน ออกแบบโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ โครงสร้าง ไม่ได้คำนวนโครงสร้าง แบบเมื่อก่อน หมายความวิศวกร เลือกใส่เหล็กตามที่เขาคิดว่าสมควร ใน โปรแกรม โปรแกรมจะวิเคราะห์ เป็นผลต่างๆ ออกมาว่า ส่วนไหนที่มีปัญหา ถ้าไม่มีปัญหา ก็ ผ่านใช้ตามนั้น สำหรับเรื่องนี้ มันก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ มันปลอดภัย มากขึ้น และ มองภาพรวมของโครงสร้างทั้งหมด ไม่ได้คำนวณเป็นจุดๆ เหมือนเมื่อก่อน ข้อเสียคือ จะมีการเสริมเหล็กโครงสร้าง เกินความจำเป็น ซึ่ง ช่างจะบ่นว่า ทำไมใส่เหล็กเยอะขนาดนี้ บางทีผู้รับเหมาบางเจ้า ก็ไปลดเหล็กเองเลย ตามความเข้าใจของเขาว่าแค่นี้ก็พอ เราจะให้ วิศวกรออกแบบโครงสร้าง คิดใช้จ่ายเพิ่มอีกหน่อย เพื่อพยายามหาค่าจุดสมดุลในเรื่องนี้ แม้ว่า ผลออกจะมี ภาพตัดคาน และ เสา เยอะมากมายหลายแบบ แต่ก็ เป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างให้ลูกค้า และเราเองก็แน่ใจว่าจะต้องใส่เหล็กตามแบบนั้นจริงๆ ในส่วนคุณภาพของเหล็ก เหล็กที่มาจากโรงงานมาตราฐาน มีการประทับตราชนิดของเหล็กบนเนื้อเหล็ก บางทีก็ มองถึงเหล็กที่มีมอก.เป็นป้ายที่ในกองใหญ่มากจะมีหนึ่งแผ่น ซึ่งเราไม่ได้สั่งมาครั้งละเยอะขนาดนั้น เมื่อเขามาส่งมันจึงเหมือนกัน เพราะจริงๆมันเหมือนกันทุกประการ และอาจจะถูกหลอกได้ด้วย ช่างที่ชำนาญการ แค่เอาเหล็กมาดัด ก็รู้แล้วว่าเป็นเหล็กที่ได้มาตรฐานหรือปล่าว ถ้ามีปัญหา เราจะ Reject ทันที แยกไว้ก่อนอาจจะนำไปตรวจสอบภายหลัง ถ้าไม่ผ่านก็ส่งคืนร้าน ส่วนใหญ่เรื่องการดูตรานูนบนเนื้อเหล็ก เป็นสิ่งที่สำคัญ ในการคัดกรองขั้นต้น การสั่งเหล็กมากองที่หน้างานจำนวนครั้งละ มากๆ ก็ทำให้เกิดปัญหา เรื่องสนิม และ เรื่องการคัดกรอง เพราะบางครั้งมาจากหลายแหล่ง เรายอมเพิ่มค่าโสหุ้ยส่วนนี้ ให้มีการจัดส่งบ่อยขึ้น เพื่อให้ทันใช้ พอดี และลดปัญหาต่างๆ
หลังคาเมทัลชีทแบบมีPU ดีอย่างไร 1. การออกแบบบ้านสะดวก เพราะ ไม่ต้องคำ นึงถึง องศาครอบของหลังคา ทำให้เลือกสัดส่วนบ้านตามที่ต้องการได้ น้ำหนักของงานโครงสร้างหลังคา เบากว่า หลังคากระเบื้องซีแพค 2. การซ่อมเล็กซ่อมง่ายโดยใช้เทปดรายเทค หรือ PU ซ่อมใหญ่ก็ง่ายแค่ปูเมทัลชีทปล่าวๆทับไปเลย ก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้ 3. สามารถติดตั้ง แผงโซล่าเซลล์ได้ง่าย แต่ควรใช้เมทัลชีทรุ่น คลิปล๊อก จะไม่เกิดการรั่วได้ในอนาคต กรณีจะติดตั้งโซลาเซลล์ โครงหลังคาเมทัลชีทปรกติ ไม่สามารถรองรับ แรงลมยกจาก แผงโซล่าเซลล์ได้ ต้องเพิ่มการออกแบบโครงสร้างหลังคา ตั้งแต่แรก หลังคากระเบื้องซีแพค ทนทาน และแข็งแรงกว่า เมทัลชีท และบางคนก็ชอบความสวยของบ้านที่เป็นหลังคากระเบื้อง แต่ต้องยอมรับกับ รูปแบบบ้านที่จำกัดด้วย องศาการครอบของหลังคา (สะพานสูง) การซ่อมแซมหลังคากระเบื้องซีแพคทำได้ยากกว่า ถ้ารั่วแล้วซ่อมไม่ค่อยหาย พอทากันซึมบนหลังคา ก็กลายเป็นน่าเกลียดเลยมองเห็นจะด้านล่าง อย่างไรก็ตามถ้าทำโครงหลังคาถูกต้อง และเผื่อความแข็งแรงของ อะเสและจันทันเยอะๆ ปัญหาการเคลื่อนตัวของหลังคา จนเกิดการรั่วซึม หรือร้าว ก็เกิดได้ยาก ส่วนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทำได้ยากกว่า และ ได้ กระแสไฟน้อยกว่าเพราะมุมของหลังคา เอียงมากจะรับแสงได้บางเวลาเท่านั้น

งานระบบวิศวกรรม (MEP): มาตรฐานสากล
งานไฟฟ้า มาตราฐานต่างๆ การเดินสายไฟฟ้า แบบมาตรฐาน มอก. IEC เป็นเดินสายTHW ร้อยท่อเหล็กEMT เป็นหลัก เราจะเดินซ่อนท่อในผนังและบนฝ้าทั้งหมด การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญ การเดินท่อเราจะเดินที่ส่วนผนังก่อนที่ ฉาบผิวปูนปิด อาจจะมีการมาแก้ไขตัดปูนเป็นบางจุดเท่านั้น ส่วนท่อแยกพ่วงเดินโคมไฟ จะใช้ ท่ออ่อน uPVC หรือ ท่อFlex เหล็ก เพื่อป้องกันการสายไฟถลอกจากการขัดสีกับโครงฝ้า ส่วนท่อสาย Lan CAT6 หรือ สายทีวี RG6 จะใช้ท่อ PVC เพราะถูกสอนว่าลดคลื่นรบกวน แต่ก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ใช้แบบที่เขาว่าไว้ก่อน ส่วนสายโทรศัพท์ จะไม่เดินสายแล้ว บางบ้านก็ไม่เอาสายทีวีแล้ว มาตรฐานอีกอย่าง ที่เพิ่มมา คือ ELCB (Earth Leakage Circuit breaker) สำหรับวงจรไฟ ชั้น1 นอกจากนั้นเรายังมีการเดินสายไฟเพื่อที่ รองรับระบบ IoT ไว้เป็นมาตรฐาน ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้ IoT ได้สะดวก
งานประปา และ ท่อน้ำทิ้ง งานประปา หมายถึงระบบน้ำใช้ ภายในบ้านทั้งหมด บ้านทุกหลังจะใช้ ปั๊มน้ำ ร่วมกับถังสำรองน้ำ ปรกติถังสำรองน้ำจะอยู่ชั้นล่าง ถ้าบ้านไม่หลังใหญ่จริงการประปาจะ ให้ หัวมิเตอร์น้ำขนาด ½” เท่านั้น ปริมาณน้ำที่จะใช้ในบ้านจะต้องมีการสะสมน้ำในถังพักน้ำก่อน ปรกติจะใช้ปั๊มน้ำที่มีขนาดน้ำไหลออก 1” แล้วแยกย่อยเป็นท่อ ¾” ไปตามชั้น 1,2,3 จากท่อเมนของแต่ละชั้น จะแยกออกเป็น ½” ในแต่ละห้อง ลักษณะท่อที่เราใช้เป็นมาตรฐาน จะผสม 2 แบบ ส่วนท่อที่เดินลอย ซ่อนในฝ้า หรือในช่องชาร์ป จะใช้ท่อ PPR (PN10) รับแรงดันได้ 10 บาร์ เพราะทนต่อการสะเทือนมากกว่า ส่วนที่ฝังปูนจะใช้ท่อ PVC Class 13.5 เนื่องจากมีตัวปูนยึดท่อให้แข็งแรงอยู่แล้ว แต่การต่อในที่แคบๆจะสะดวกกว่า ลดปัญหาการรั่วซึมที่รอยต่อ เพราะการต่อท่อ PPR ใช้เครื่องเชื่อมท่อจะไม่เหมาะกับการใช้ในพื้นที่จำกัด การเชื่อมที่ไม่ถนัดจะทำให้เกิดการรั่วได้ง่าย สำหรับท่อน้ำร้อนจะใช้ท่อ PPR (PN20) ชนิดทนความร้อน เมื่อต่อท่อเสร็จทั้งบ้าน เราจะทำการเทสแรงดันน้ำ ที่7 บาร์ เพื่อตรวจวัดการรั่วซึม กรณี ห้องน้ำที่จะมีการใช้งาน Rain shower ผ่านก๊อกผสมน้ำร้อน น้ำเย็น ต้องออกแบบให้มีปั๊มให้สามารถสร้างแรงดันน้ำที่จุดต่อเครื่องทำน้ำร้อนประมาณ 3 บาร์ขึ้นไป ท่อน้ำทิ้ง ภายใน มาตรฐาน PVC class 8.5 จะขนาด ท่อส้วม 4” ท่อน้ำฝน 3” ท่อน้ำทิ้ง 2.5” ท่ออ่างล้างมือ 2” ท่อทุกชนิดจะมีการดักตะกอน และ ดักกลิ่น และ ท่ออากาศ เพื่อแก้อากาศอัดค้างในท่อ ส่วนใหญ่ปัญหาท่อน้ำทิ้งไม่ไหล และมีกลิ่น จะมาจากการไม่มีท่ออากาศ การวางระบบท่อต้องคำนึงถึงผลกระทบตามหลักกลศาสตร์ของไหล เรื่องไซฟอน(Siphonage) เรื่องแรงดันกระแทก และ Double Trap เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ การไม่เอาหลักวิศวกรรมมาใช้ เลือกเชื่อช่างและความคุ้นเคย มีอันตรายมาก ส่วนท่อที่มาจากที่ล้างจาน จะต้องแยกไม่รวมกับท่ออื่น ๆ และต้องผ่านถังดักไขมันก่อนปล่อยไปที่ระบบสุขาภิบาล การยึดท่อด้วยแคมป์ยึดต่างๆ ทุกจุดรวมท่อ และ เมื่อมีท่อยาวทุกๆ 1- 2 เมตร การออกแบบมุมเอียงท่อให้อยู่ภายใน มาตรฐานมุมเอียงสูงกว่า 1:100 ท่อทั้งหมดจะต้องมีการรวมมาผ่านปล่อง Service และมี COD ที่ เมนท่อส้วม ที่ช่อง Service ด้วย
งานสุขาภิบาล โดยหลักจะเป็นท่อไยหิน ขนาด 6”-8” ขึ้นอยู่กับ ขนาดของบ้าน มีบ่อพักระบบปิด ทุกๆ 3-4 เมตร การวางระบบเรื่องระดับน้ำมีความสำคัญมาก เพื่อให้ได้มุมเอียง 1:100 วัดเริ่มจาก จุดระบายน้ำออกนอกพื้นที่ มาถึงจุดปล่อยน้ำจากถังบำบัด และคำนึงถึงระดับคานคอดิน เพราะท่อชั้น 1 ต้องลอดใต้คานคอดิน ถ้า ออกแบบไม่ดี จะกลายเป็นจำเป็นต้องเจาะคานเพราะวางท่อ โดยบางครั้ง มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ เราจะต้องใช้ ท่อขนาด 6” ฝากกลางคาน เพื่อให้ ท่อ 4” เดินทะลุได้ ซึ่งก็ต้องจำเป็นจริงๆ เราจะพยายามออกแบบไม่ให้มีการเจาะทะลุคาน ส่วนสำคัญเรื่องถังบำบัดอีกอย่าง คือ การต่อท่ออากาศ เพื่อระบายอากาศเสียจากถังบำบัด ต้องต่อท่อสูงขึ้นไป ถึงระดับ หลังคา และระวังเรื่องกลิ่นย้อนเข้ามาในบ้าน สำหรับถังบำบัด มีจุดที่ต้องระวังคือเรื่อง ระดับน้ำใต้ดิน ถังบำบัดใน กรุงเทพ จะไม่มีปัญหาเรื่อง ทรุดตัวแต่จะมีปัญหาเรื่องลอยตัว จากแรงดันน้ำใต้ดิน ปรกติต้องเสริมน้ำหนักด้วยการเทคอนกรีตด้านบนถังอีกที ส่วนด้านล่างถังที่นิยมทำเข็มกดความจริงไม่ค่อยจำเป็น และต้องระวัง แผ่นคอนกรีตรองรับถังจะแตกและบาดถังรั่วได้ ปรกติเราจะใช้ แผ่นพื้นสำเร็จวางก่อนเทปูนทับหน้า เพราะการเทปูนธรรมดาบนเสาเข็ม จะมีน้ำไหลท่วม(ก้นหลุมจะลึกประมาณ 2.5 เมตร) ทำให้คุณภาพคอนกรีตค่อนข้างต่ำ งานสุขาภิบาล จะต้องคำนึงถึงระดับความลาดเอียงของท่อ และปลายท่อที่ลงท่อระบายสาธารณะ ควรสูงกว่าระดับน้ำปรกติของกทม. หรือพื้นที่นั้นๆ สำหรับในเขตกทม. จะพยายามสูงกว่า 50 ซม. อย่างไรก็ตามระดับก็สัมพันธ์กับความสูงของ ท่อระบายถังแซทด้วย โดยท่อเข้าของถังแซท ควรอยู่ต่ำกว่า ด้านล่างของคานคอดิน 10-30 ซม. การคำนวณ คือ ถ้า ต่ำกว่า 10 ซม. แสดงว่าต้นทาง อยู่ห่างออกไปได้ ไกลสุด 10 เมตร ถ้าระยะต้นทางไกลกว่านั้น ก็ควรเพิ่มถัง แซทอีกจุด ถ้าทางออกถังแซท ปรกติจะต่ำกว่าด้านเข้าประมาณ 5 ซม. ถ้าแนวท่อระบายน้ำ ยาว 30 เมตร แสดงว่าปลายท่อที่ลงท่อระบายสาธารณะ จะต่ำกว่า ใต้คานบ้าน 30+5+10 =45 ซม. เมื่อระดับบ้านรวมพื้นสำเร็จ คือ จะสูงกว่า ใต้คาน 55 ซม. แสดงว่า บ้านสูงกว่าปลายท่อสาธารณะ 100 ซม. เราสามารถเปิดฝาท่อ สาธารณะดูได้ ครับว่า ท่อจริงๆ ลึกจากถนนเท่าไหร่ สมมติว่า ท่อจริงลึกกว่าถนน 40 ซม. ระดับบ้านที่เหมาะสม ควรยก สูงกว่าถนน 60 ซม. อันนี้เป็นวิธีประเมินง่ายๆครับว่าบ้านควรจะยกสูงเท่าไหร่ ไม่ให้เกิดปัญหา ส่วนระบบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ระบบท่อดักไขมัน ส่วนที่เป็น ทางเดินท่อที่มีไขมันเช่นส่วน ล้างจาน ต้องออกแบบให้มีการหักเลี้ยวน้อย ถ้ามีจุดหักเลี้ยว จำเป็นต้องต่อ COD(รูปประกอบ) ไว้ เพื่อสอดสายยางเพื่อไว้ไล่ไขมันที่เกาะตามท่อ ท่อที่ใช้กับน้ำที่มีไขมันควรใช้ท่อ PVC 2.5” Class 13.5 เพื่อรองรับแรงดันน้ำจากการไล่ไขมันในอนาคต ถังดักไขมันควรติดตั้งใต้ดิน นอกอาคาร เพราะจะเกิดกลิ่นเหม็นถ้าติดตั้งใต้ซิงค์ และ ตำแหน่งที่ติดตั้ง ควรจะเข้าถึงง่าย สามารถเปิดฝาเพื่อตักไขมันได้สะดวก

งานสถาปัตยกรรมและวัสดุตกแต่ง
งานฝ้าเพดาน ประเด็นเรื่องงานฝ้าเพดานสำหรับงานสร้างบ้าน คือควรทำฝ้าตอนไหน เพราะงานระบบต่างๆ จะอยู่บนฝ้า แทบทั้งหมด แต่งานหลายอย่างก็ต้องพึ่งโครงฝ้าก่อนถึงจะสามารถทำได้ลงตัว การทำฝ้าควรใช้ฝ้ายิบซั่มฉาบเรียบ หลังจากปูกระเบื้องห้องน้ำ เดินท่อน้ำ และเดินไฟฟ้า เสร็จ และ ฉาบผิวผนังเสร็จ จึงค่อยทำฝ้า เมื่อทำโครงฝ้าเสร็จต้องหยุดก่อน เพื่อเก็บงานท่อต่างๆ และ งานท่อแอร์ จากนั้น จึงค่อยปิดฝ้า ขัดฉาบทาสีรองพื้น แล้ว เจาะโคมไฟ ซ่อมฝ้าที่งานต่างๆไปโดนโครง จากนั้น ทาสีฝ้าสำเร็จ แล้วจึงติดตั้ง โคมไฟ พร้อมสวิทช์ปลั๊ก ต่างๆ ขั้นตอนนี้ ต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาที่ ตามมาหลายอย่าง เช่น สายไฟโดนบาด, แผ่นฝ้าพองจากการทาสีซ้ำหลายครั้ง เป็นต้น การมีช่อง service สำหรับเปิดฝ้าให้เพียงพอก็สำคัญ เพื่อลดปัญหาการที่ต้องตัดฝ้าแล้วซ่อมใหม่ สำหรับโครงฝ้า เราใช้โครงฝ้าที่หนาที่สุดที่มีในท้องตลาด คือ Pro-Line ต้องแข็งแรงพอที่จะให้คนขึ้นไปยืนบนโครงฝ้าได้ โดยไม่เกิดความเสียหาย ง่ายๆคือ โครงฝ้าต้องแข็งแรงมากๆ เพื่อลดปัญหาหลายๆอย่างที่ ตามมา
กระเบื้อง และ ห้องน้ำ วัสดุยอดนิยม มีให้เลือกมากมาย ทั้งลายที่ดูเป็นหินอ่อน ลายพื้นผิวต่างๆ และ ลายไม้ กระเบื้องแบ่ง เป็นประเภทหลักๆ 4 แบบ 1.แกรนิตโต้ หมายถึงกระเบื้องมี่ผิวกระเบื้องและเนื้อกระเบื้องภายใน เป็นสีเดียวกัน มักจะทำให้ผิวหยาบไม่ลื่น เหมาะกับปู พื้นที่ภายนอก ห้องอาบน้ำ ลานซักล้าง ห้องเก็บของ ห้องครัว การใช้กระเบื้องแกรนิตโต้สำหรับงานภายนอก ต้องมีค่าใช้จ่ายที่การแช่น้ำยากันซึมเพิ่ม น้ำยากันซึมที่ได้ผล สำหรับกระเบื้อง แกรนิตโต้ราคาค่อนข้างสูง ถ้าไม่ทำก็จะเกิดรอยคราบน้ำฝนหรือด่างปูน ตามที่เราพบเห็นบ่อยๆ ตามที่ต่างๆ 2.กระเบื้องเคลือบเนื้อพอร์ซเลน ขนาดจะมี 30x60 60x60 90x90 เป็นต้น จะมีลวดลายสวยงานเช่น ลายไม้ ลายหินอ่อน เหมาะกับ ปูห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัวฝรั่ง ห้องทั่วๆไป 3.กระเบื้องเซรามิค จะมีขนาด ไม่ใหญ่ มีราคาถูก และส่วนใหญ่ผลิตมามีร่องรอยต่อกว้าง แต่ก็มีชนิดตัดขอบให้เรียบ มีทั้งแบบเคลือบและไม่เคลือบ มีการยึดเกาะกับผนังและพื้นปูนได้ดีกว่ากระเบื้องชนิดอื่น เพราะมีรูพรุนมากกว่า การปูกระเบื้องเซรามิคในงานภายนอกที่โดนแดดโดนฝน จะไม่ค่อยมีปัญหา กระเบื้องร่อน หรือร้าว สารที่เคลือบเซรามิก ป้องกันกรดด่างได้ดีกว่า กระเบื้องชนิดอื่น 4.โมเสค ผลิตจากวัสดุหลายชนิด วิธีการปูไม่เหมือนปูกระเบื้อง ต้องทำให้ผิวปูนก่อนปู เรียบสนิทจริงๆ และใช้ปูนกาวที่เหมาะกับการปูโมเสค และใช้ช่างที่มีความชำนาญงานสูง ไม่งั้นออกมาดูไม่จืดเลย แม้จะมีอุปกรณ์ปูกระเบื้องมาช่วยงานมากมาย แต่ประสบการณ์ นั้นสำคัญมาก การเริ่มการจบงาน ทำให้ผลงานที่ได้ไม่เหมือนกัน งานปูกระเบื้องคนที่ตรวจงานมักจะสนใจเรื่องปูใส่ปูนเต็มหรือไม่เต็ม มากเกินไป ความจริงมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น การที่ปูนไม่เต็มนิดหน่อย ไม่ได้ทำให้กระเบื้องจะแตกร้าวอะไร แบบเคาะไปและมีปูนเกาะกระเบื้องอยู่ตรงกลางเท่านั้นอันนั้นก็ใช้ไม่ได้ ปูนที่ปูกระเบื้องตอนที่ปูนั้นมันเต็มแน่นอน แต่เมื่อปูนSet ตัวปูนจะหดลงเล็กน้อย เป็นเรื่องปรกติที่จะเกิดโพรงบางจุด เล็กๆน้อยๆ แต่เรื่องใหญ่กว่าคือการที่ช่าง กลัวงานไม่ผ่านใช้วิธีผสมปูนแบบแทบจะแห้งไปเลย เมื่อทำแบบนั้น เวลาเคาะปูนก็เต็มแน่นอนเพราะปูนมันไม่หดตัว แต่ความแข็งแรงมันไม่ได้ ปูนมันไม่set ตัวเป็นคอนกรีตที่สมบูรณ์ มีแต่ทรายผสมปูนแห้งๆ กับ ส่วนที่ set ตัวเป็นก้อนๆ ขอให้ความรู้กับพวกนักตรวจบ้านที่ถือเหล็กเคาะอันเดียวแล้วคิดตัวเองเข้าใจถ่องแท้แล้วหน่อยนะครับ ช่างที่เขารับงานเขาขี้เกียจเถียงพวกรู้มาก เขาก็ทำไปเลย ให้งานผ่านจะได้รับเงิน แต่ปัญหาจะตกกับเจ้าของบ้าน ระยะยาว ใช้ๆไป กระเบื้องหลุดออกมาเป็นแผ่น เพราะความจริงมันอยู่กับยาแนวไม่ได้ยึดเกาะกับปูนด้านล่าง ช่างที่ชำนาญเขาจะผสมปูนแห้งพอดีๆ ไม่แห้งเกินจะมันไม่ set ตัว และไม่เปียกเกินจนทำให้หดตัวเยอะเกินไป การปูกระเบื้องและการปูหินก็มีเทคนิคไม่มากนัก แต่อาศัยความชำนาญ และความเข้าใจงาน การรู้จุดปัญหาต่างๆ แจ้งให้เจ้าของงานตัดสินใจก่อนลงมือทำ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องเล็กๆน้อยที่ ผู้ออกแบบคาดไม่ถึง ก็ต้องอาศัยช่างที่ชำนาญการ มาเตือนให้ตัดสินใจ ช่างที่ดีเขาไม่ตัดสินใจเอง นะครับ และผู้ออกแบบที่ดี ก็ต้องรู้ว่าเรื่องไหนควรถามลูกค้า เรื่องไหนไม่จำเป็น ต้องถาม ในขั้นตอนรายละเอียดเหล่านี้ แบบเสมือนจริงเข้ามาช่วยได้มาก เป็นการกำกับงานและเป็นข้อยุติ
พื้นไม้ พื้นไม้ มี หลายชนิด พื้นไม้แบบเก่าที่ต้องมีฝังตงไม้บนปูน ไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว จะมีไม้อบแห้ง เข้าลิ้นมาใช้แทน ซึ่งก็ดีกว่าปาเกร์สมัยก่อน ที่เป็นไม้ชิ้นเล็ก แต่ไม้แบบนี้เป็นไม้กว้าง 4”-6” ยาว 2 -3 เมตร หนาประมาณ 2-3 ซม. แล้วแต่ยี่ห้อ ไม้ชนิดนี้ใช้ง่ายได้ทน และสามารถขัดผิวหน้าซ่อมได้ นอกจากนั้น ยังมีไม้จริงประสานสำหรับทำพื้นบันได จะลดปัญหาการบิดงอ โดยจะเป็นไม้สนประสานแล้วปะผิวหน้าหนาประมาณ 3-8 มม. หรือใช้ไม้โอ๊คประสานโชว์หน้าไม้ไปเลย ในกรณีไม้จริงทำชั้นบันได ถ้าเป็นไม้สักอบแห้งจริงๆ ก็ใช้งานได้ดี พื้นไม้เทียม SPC ผลิตจาก หินผสมพลาสติก มีการยึดหดตัวสูง แต่ความยึดหยุ่นต่ำ มันแตกด้วยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว มีนำเข้ามาหลายยี่ห้อ ซึ่งเราเองก็ใช้ไปหลายที่เหมือนกัน เพราะข้อดีคือทนน้ำ(ความจริงไม่ทน) ทนปลวก แต่ปัญหาของ SPC คือเมื่อใช้ไปสัก 1-2ปี จะโก่งตัวจนทำให้ลิ้นหัก ทำให้มันเป็นขอบสะดุดขึ้นมา มีการให้ความรู้ว่าถ้า SPC ผลิตจากพลาสติก Recycle จะมีปัญหานี้ แต่เราจะรู้ได้ไงว่าอันไหนผลิตจากพลาสติคใหม่จริงๆ เพราะทุกยี่ห้อที่เอาเข้ามาทำตลาด คือสั่งมาจากโรงงานที่จีนแล้วมาปะยี่ห้อทั้งนั้น หลายๆยี่ห้อพยายามที่จะ ทำให้มีคุณภาพสูงขึ้น เกรดVergin มีโฟมรอง บางยี่ห้อแก้ปัญหาด้วยการทำให้ หนาขึ้น ลิ้นหนาจะได้แข็งขึ้น ซึ่งก็ดีขึ้น แพงขึ้น การปูพื้น SPC ผู้ผลิตมักจะอ้างว่าพื้นไม่เรียบพอทำให้ เดินกดไปมาทำให้ลิ้นแตก ก็พยายามกันไป จะทำพื้นให้เรียบมากๆ โดยใช้ปูนปรับ Self Leveling เพิ่มค่าใช้จ่าย ตรม.ละ 320-350 บาท แต่ไม่หรอกใช้ไปมันก็แตกอยู่ดี เพราะพื้นปูนเองก็มีการหดและขยายตัวเหมือนกัน จะเกิดรอยแตกตามพื้นเหมือนที่เราเห็น พื้นปูนเปลือยตามที่ต่างๆ เรื่องนี้ มันไม่มีปัญหา ก่อนส่งมอบบ้าน แต่ ส่งมอบบ้านไปแล้ว หมดระยะเวลารับประกันไปแล้ว ค่อยมีปัญหา พื้นที่น่าเชื่อถือกว่า คือ พื้นไม้เอนจิเนียร์ และ ลามิเนต ทั้ง 2 มีพื้นฐานจากไม้เหมือนกัน มีการยึดหดตัวสูง และความยึดหยุ่นสูง ทำให้บิดถาวรหรือลิ้นแตกได้ยาก ไม้เอนจิเนียร์ คือไม้อัดยางทับผิวด้วยไม้สักหรือไม้โอ๊ค 3 มม. ส่วนไม้ลามิเนต คือไม้อัดกระดาษMDF ทับผิวด้วย ผิวเคลือบลามิเนต ไม้เอนจิเนียร์ให้สัมผัสไม้จริงเลย และ ทนน้ำได้ดีกว่า พื้นไม้ลามิเนตก็พยายามพัฒนาลดจุดบอดของตัวเอง โดยใช้ MDF ที่พัฒนาขึ้น กลายเป็น HDF ทนน้ำมากขึ้นและปลวกไม่กิน ซึ่งก็ดูเหมือนจะแก้ไขได้สำเร็จ เดิมพื้นไม้ลามิเนตก็ทนพอสมควรอยู่แล้ว เมื่อพัฒนาแก้จุดบอดไปอีกก็น่าใช้กว่าเดิม
ผนังตกแต่ง สำหรับผนังภายนอก ใช้เหล็กทำลายไม้ หรือ อลูมิเนียมลายไม้ จะทนกว่า แต่จะมีปัญหานิดหน่อยเรื่องการปิดปลาย อาจจะใช้พลาสวูดทำสี ปิดแทน บางส่วนใช้ ไฟเบอร์ซีเมนต์ก็ได้ แต่ต้องเผื่อว่ามันจะยึดหดขยายตัว ใช้กับ ระแนงหรือฝ้างานภายนอกได้ดี แต่งานผนังแนวตั้งจะค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการบิดตัวจะเปลี่ยนเป็นใช้แผ่นใหญ่หนา 8 มม. เซาะร่องแทน จะเหมาะกับผนัง ส่วนไวนิล ไม่ค่อยแนะนำ เพราะมีปัญหาเดียวกับ WPC เรื่องสีซีด ผนังลายไม้ WPC หรือ ระแนง WPC ก็คือ พลาสติกที่ผสมใยไม้นิดหน่อยแล้วเคลือบผิวด้วยลามิเนต หรือไม่เคลือบผิว การใช้งานภายใน สามารถใช้ได้ แต่ก็ต้องเลือกใช้ เฉพาะที่ เช่นรูปแบบที่ติดผนัง แบบเข้าลิ้น ถ้าเป็นแบบคลิ๊ปล๊อกใช้งานภายใน จะไม่สวยเลย ดูเป็นงานหยาบไป ส่วนถ้าเป็นงานภายนอก งานระแนงการใช้แบบคลิ๊ปล๊อก ด้านหลัง ทำได้ (รูปงานรัชดา) ควรเลือกฝั่งไปที่ไม่โดนแดดประจำ เพราะสีจะซีดเร็ว ถ้าเป็นผิวเคลือบ การติดผนังภายนอกกรณีที่เป็นยึดเข้ากับผนังแบบเข้าลิ้น ต้องใช้กับพื้นที่ น้อยๆ เพื่อลดการบิดตัว และ ไม่ควรโดนแดดโดยตรง งานภายใน ผนังลายไม้ที่ให้สัมผัสดีกว่า และดูแลรักษาง่ายกว่า คือ ผนังไม้อัดกรุด้วยลามิเนต แต่ต้องมีการเว้นร่องเล็กน้อยประมาณ3 มม. ตามขนาดที่จำกัดของลามิเนต ผนัง SPC ออกมาใหม่ ยังไม่ค่อยทราบปัญหา แต่พิจารณาจากคุณสมบัติ นี่น่าจะเป็นความลงตัวในการใช้วัสดุชนิดนี้ ในงานภายใน เพราะมีความแกร่งของผิวหน้า ป้องกันปัญหาการขุดขีด สามารถทำเลี่ยนแบบหินธรรมชาติหรือ ไม้ ได้ดี
วัสดุปิดผนัง Wallpaper ยังเป็นตัวเลือกที่ดี ปรับเปลี่ยนในภายหลังได้ง่าย โดยทั่วไป อายุการใช้งานทนทานเป็น 10 ปี การใช้ Wallpaper สามารถสร้างบรรยากาศต่างๆได้ดี แต่ควรเลือกเป็นสีพื้น และลายไม่ลึกจนเกินไปซึ่งจะเก็บฝุ่นเช็ดทำความสะอาดยาก ส่วนกรณี Wall paper ลายอิฐ ลายปูนเปลือย หรือลาย หินอ่อน ไม่แนะนำให้ใช้ ทำให้บ้านดูไม่มีรสนิยม ใช้วัสดุเทียมดีกว่าวัสดุจริง ในทุกกรณี แต่ถ้าเป็น ท๊อปหิน ยังคงเป็นหินธรรมชาติดีกว่า ในกรณีที่กลัวการเป็นรอยสามาถติดฟิล์มกันรอยได้ สำหรับการนำหินอ่อนไปติดผนัง ขนาดใหญ่ ถ้าใช้หินจริงต้องวางแผนเรื่องน้ำหนักล่วงหน้า ถ้าจะโชว์ลายหินอ่อนที่ ผนัง ควรใช้ของจริงเท่านั้น ครับ ไม่งั้นอย่าโชว์เลย สำหรับลายอิฐ ก็แนะนำ อิฐเทียมแบบเป็นแผงสำเร็จที่ทำจากหินภูเขาไฟน้ำหนักเบา ราคาตรม.ประมาณ 1500 บาท เพื่อไม่เป็นภาระกับผนัง กรณีปูนเปลือย หันไปใช้ แผ่น MCM ปูนเปลือยจริง ตรม.ละ ประมาณ1200 บาท การใช้สีทำปูนเปลือยก็ทำได้แต่มันจะดูไม่สวยเท่าไหร่ เมื่อก่อนใช้ลามิเนตทำผิวปูนเปลือย ก็พอใช้ได้แต่มักจะเกิดรอยแตกบริเวณรอยต่อ ต้องคอยซ่อมสีบ่อยๆ สำหรับแผ่น MCM ถ้าเป็นผิวเลียนแบบ Lime stone หรือ Travertine ใช้งานได้ดีกว่าหินจริง กระจกเงาและ กระจกสี การใช้กระจก ช่วยสร้างบรรยากาศได้เสมอ ต้องเลือกมุมและ วิธีจัดวาง อันนี้ต้องพึ่งการออกแบบของ Interior Designer คงอธิบายวิธีคิดได้ไม่หมดในที่นี้
สี ชนิดต่างๆ สีทาบ้านที่เราใช้ทั่วไปเป็นสี พลาสติก เป็นสี TOA เป็นหลัก เพื่อความสะดวกในการซ่อมแซม เพราะการผสมสีให้ได้ตาม code สีเดิมทำได้แม่นยำมีจำหน่ายทั่วไป คุณภาพของสี ทั้ง 4 season และ Supershield ราคาต่างกัน แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก ความทนทานของสีตามประสบการณ์ ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ ปัญหาอยู่ที่ปูนฉาบ และ รอยร้าวมากกว่า แต่มุมบ้านที่โดนแดดเยอะจริงๆ ใช้ Supersheild จะลดสีซีดจางได้ดีกว่า การเลือกสีรองพื้นก็สำคัญมากใช้เกรดที่ กันด่างสำหรับปูนใหม่ และ ใช้รองพื้นที่มีกันซึม สำหรับการทาสีทับซ่อมรอยร้าว ส่วนกำแพงบ้าน และขอบคานคอดิน ควร ทากันซึมชนิดไพรมเมอร์ ก่อนทาสีสีจริง 2-3 เที่ยว การซ่อมรอยร้าวต้องใช้ Acrylic Filler แทนที่จะใช้เดปputtyที่ช่างนิยมใช้ การเก็บรอยต่อและ รอยแตกต่างๆใช้ PU แทน ปรกติรอยร้าว เกิดขึ้นได้จากปัญหาของอิฐมวลเบา การซ่อมแซม อย่างถูกต้องจะแก้ปัญหาได้ระยะยาว สีเฟอร์นิเจอร์ มี 2 ชนิด คือสีย้อมแลกเกอร์เบส และสีพ่นอุตสาหกรรม สีที่มีปัญหาบ่อยคือสีพ่นอุตสาหกรรม การทำสีต้องโป้วด้วยสีโป้วแข็งชนิดโป้วรถยนต์ และทำสีรองพื้น และทิ้งไว้ให้แห้งสนิท 1-2 อาทิตย์ ก่อนจะพ่นสีจริง สีถึงจะเกาะแข็งแรงไม่มีปัญหา ในส่วนสีย้อม สำคัญที่ฝีมือช่างในการตกแต่งผิวงาน และ ย้อมด้วย หมึกพิมพ์ ก่อนทาทับด้วย แลกเกอร์ ปัจจุบัน ไม่ค่อยนิยมทำ สีย้อมแล้ว เพราะถ้าต้องการลายไม้จะเลือกใช้ Laminate ปิดผิวแทน ตรงขอบลามิเนต อันนี้ สำคัญจะต้องมีการเก็บสี รอยต่อ ควรใช้ Acrylic filler หรือ ใช้สีโป้วเหลือง แล้วแต่กรณี เช่นถ้าเป็นส่วนหน้าบานเปิดหรือ ลิ้นชัก ควรใช้สีโป้วเหลือง เพราะโอกาสจะโดนกระแทกเยอะ และไม่ต้องการยึดหยุ่น ส่วนตัวโครงตู้หรือผนัง ควรใช้ Acrylic เพื่อการยึดหยุ่นรองรับการขยายตัวหดตัวของไม้ สีที่ใช้ทาบัวและ ไฟเบอร์ซีเมนต์ กรณีสีทาบัวปรกติจะใช้ Wood stain จะทนทานกว่า แต่โทนสีมีให้เลือกไม่มาก ส่วนสีสำหรับ ไฟเบอร์ซีเมนต์ เราใช้สี RTB ของ เยอรมัน และทำเป็น ลายไม้เพื่อความสวยงาม และลดปัญหา การแตกร้าวและรอยโป้วหัวสกรู เพราะทาสีเรียบจะทำให้เห็นรอยชัดตำหนิต่างๆชัด
งาน Built-in งาน Built-in ที่คุ้มค่าควรเป็นชิ้นงานที่สูง จรดเพดาน ถ้าเป็นส่วนตู้เตี้ยหรือตู้ลอยตัวได้ อาจจะซื้อแบบสำเร็จจะประหยัดกว่า งาน built-in จริงๆ มีราคาสูงซึ่งทาง เราจะใช้โครงไม้เนื้อแข็งเช่น ตะแบกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้รับเหมา ส่วนใหญ่ จะใช้ วัสดุประเภท MDF หรือ HMR หรือ Plaswood ซึ่งมีปัญหาเรื่องความคงทน งาน Built-in วิธีนี้ จะไม่ใช้ไม้โครง ขึ้นรูปแต่จะใช้ แผ่นหนา มาต่อกันแทน การบิดโก่งตัวเกิดขึ้นได้ง่าย รอยเจาะยึดอุปกรณ์ต่างๆ จะหลุดคลอน ในไม่กี่ปี ราคาถูกกว่างาน built-in โครงไม้ประมาณ 30-40% เพราะต้นทุนค่าไม้ต่ำกว่า และค่าแรงช่างใช้ ฝีมือน้อยกว่า ทักษะน้อยกว่าทำงานเร็วกว่า เสร็จจบงานได้เรียบร้อย งานbuilt-in จริงๆ แบบที่เราทำนับวันจะยิ่งหายไปหาช่างทำยากขึ้น ซึ่งอนาคตยังไม่แน่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะวัสดุและวิธีการมีการปรับใหม่อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ทุกวันนี้ งาน Built-in แบบใช้โครงไม้เนื้อแข็ง ยังดีที่สุดสำหรับการลงทุนอยู่ เพราะ งานBuilt-in แบบอื่นๆ อาจะถูกกว่าประมาณ 30% แต่ อายุการใช้งานผิดกันเยอะ ส่วนใหญ่ใช้ได้สมบูรณ์ ไม่เกิน 3 ปี แต่งานBuilt-in แบบโครง ใช้ได้อย่างน้อย 10 ปี
งานกระจกอลูมิเนียม โครงอลูมิเนียมมีหลายตัวเลือก สำหรับงานอลูมิเนียมเราจะใช้โรงงานผลิต OEM ให้เราโดยเฉพาะ ซึ่งโรงงานนั้นเองก็ทำ OEM ให้ยี่ห้ออื่นๆ เหมือนกัน เราจะไม่ใช้ร้านอลูมิเนียมทั่วไป ที่เปิดหน้าร้านอย่างที่เห็นนะครับ 1.โครงอลูมิเนียม Type-C มีความหนา 1.2 mm. ใช้กับกระจกหนาไม่เกิน 6 มม. บานสูงไม่เกิน 2.1 เมตร 2. โครงอลูมิเนียม Type-AB มีความหนา 1.5 mm. ใช้กับกระจกเทมเปอร์ 10มม. กระจกลามิเนต 5+5 (กันขโมยและกันเสียง) ได้ หรือใช้กับบานขนาดสูงกว่า 2.2 เมตร 3.โครง Euro Profile ป้องกันเสียงได้ดี ใช้ร่วมกับ กระจกขนาดใหญ่ได้ ถึง 3.5 เมตร 4. Termal Brake ป้องกันอุณหภูมิ และป้องกันเสียงได้ดี ใช้กับกระจก 2 ชั้น ใช้กับขนาดใหญ่มากไม่ได้ มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่ การออกแบบโครงอลูมิเนียมต้องคำนึงถึงส่วนที่จะต้องใช้งาน เรื่องแสง ลม และความสวยงาม

ช่าง และ คนงาน
เริ่มที่คน แม้ผ่านช่วงโควิดที่ยากลำบาก เรายังคงหลักการ ที่จะไม่ใช้ผู้รับเหมาช่วง ในงานหลักต่างๆ เพื่อการควบคุมคุณภาพ และต้นทุน ที่ต้องตกเป็นภาระของลูกค้า คนงานส่วนใหญ่ จะเป็นคนงานที่ สามารถพักที่ Site งานได้ หรือใกล้ๆ Site ที่ทางเราจัดหาให้ เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ความสะดวกในการจัดการวัสดุ ลดเวลาในการทำงาน และเพิ่มความใส่ใจในการแก้ไข ให้ได้ตามคุณภาพที่กำหนด เรามีการใช้งานผู้รับเหมาย่อยๆ ที่เป็น ลักษณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น งานเสาเข็ม งานอลูมิเนียม งานรื้อถอน งานปูพื้นไม้ เป็นต้น เราเลือกที่สามารถคุยกันได้ เข้าใจการควบคุมมาตรฐาน และมีความคิดที่จะทำงานร่วมกันระยะยาว ปัจจุบัน จะหาแรงงาน คนไทย และสามารถพักใน Site งานได้ยาก เราจึงใช้ แรงงานต่างด้าวเป็นหลัก และ มีช่างฝีมือบางอย่างที่ยังใช้ คนไทยที่อยู่กับเรามานาน คำว่าแรงงานต่างด้าว อาจจะถูกเข้าใจว่าไร้ฝีมือ แต่ความจริงคือ จะมีคนที่มีความเชี่ยวชาญในเฉพาะด้าน เพราะอยู่ไทยมานาน แน่นอนว่าพวกประเภทที่ย้ายงานบ่อย ทักษะต่ำมีเยอะกว่า ก็จะมาเป็นลูกน้อง และย้ายเข้าออก เป็นประจำ ส่วนคนหลักๆ เช่น หัวหน้างานโครงสร้าง หัวหน้างาน สี หัวหน้างานเหล็ก ก็อยู่ประจำและคอยดูแล ช่างทักษะต่ำอีกที งานช่างฝีมือที่ยังมีคนไทยทำอยู่ คือ งานหินตกแต่ง งานกระเบื้อง งานไม้ งานระบบน้ำ งานระบบไฟฟ้า ซึ่งก็ค่อนข้างสูงวัยแล้ว หาคนรุ่นใหม่สนใจฝึกฝนงานเหล่านี้ แทบไม่มี และต่อไปคงกลายเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวเหมือนกัน การที่เรามี Site งาน ขนาดเล็ก เพราะเป็นงานสร้างบ้าน หรืองาน รีโนเวท การควบคุม โดยใช้ ระบบ Foreman หรือ วิศวกรที่ปรึกษา จึงไม่ค่อยได้ผล แน่นอนเราลองมาแล้วทุกรูปแบบ ข้อสรุปง่ายๆ ในการควบคุมงานคือ ต้องเริ่มที่คนทำ จริงๆ หลังจากนั้น ต้องมีตรวจสอบทุกขั้นตอน ก่อนเริ่มขั้นตอนต่อไป การตรวจสอบ แบบตรวจรับบ้าน นั้น มันสายเกินไปแล้ว สำหรับงานสร้างบ้าน มีความผิดพลาดที่ซ่อนอยู่มากมาย การตรวจรับบ้าน ทำได้แค่เรื่องผิวเผิน แต่เนื่องจากบ้านมีรายละเอียดเยอะ และความเข้าใจ ของผู้ตรวจรับบ้าน มักจะเห็นที่ปลายเหตุเท่านั้น และการแก้ไขก็ เป็นปลายเหตุเช่นกัน
งานที่สมบูรณ์แบบ สำหรับงานสั่งสร้าง (Design and Build) ไม่มีอยู่จริง เพราะทุกอย่างเป็น เหมือนงาน Custom made แต่คุณภาพที่รับได้ ย่อมมีจุดที่น่าพอใจอยู่ การสร้างบ้านแบบเหมือนกัน 20 หลัง กับ สร้างแค่หลังเดียวเท่านั้น ลักษณะการทำงาน ไม่เหมือนกันเลย ที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจข้อจำกัดนี้ จะมีบ้างที่ยังเข้าใจว่าต้องเป็นงานในระดับอุตสาหกรรม เพราะมักความคิดไปเปรียบเทียบกับ บ้านจัดสรร หรือ รถยนต์ อย่างบ้านจัดสรรจะมีการทำบ้านตัวอย่างขึ้นมาก่อน ซึ่งปัญหา 90% จะพบแล้วในการสร้างบ้านตัวอย่าง เมื่อสร้างบ้านจริงก็จะนำมาแก้ไขแบบ หรือขบวนการต่างๆ ใน บ้านที่สร้างจริง แต่ถึงอย่างนั้น คุณภาพงานของบ้านที่เราสร้าง ไม่ได้ด้อยกว่าบ้านจัดสรรเกรด A หรืองานคอนโดพร้อมอยู่ และ ยังดีกว่าในหลายๆแง่ ได้แก่ งานกระเบื้อง งานระบบไฟฟ้า งานระบบท่อ งานโครงสร้างพื้นฐาน และ ในส่วนของ วัสดุ ลูกค้ายังสามารถเลือก Upgrade ได้ ทั้งนี้การทำงานให้ได้คุณภาพและรับประกันได้ จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์จริง ทำให้ ข้อจำกัดในการออกแบบและการใช้วัสดุหลายอย่าง ถูกกำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานภายในของบริษัทเอง
